เลือกภาษา
     
เมนูหลัก
icon_community.gif หน้าแรก
icon_home.gif เกี่ยวกับเลิดสิน
tree-T.gif ประวัติเลิดสิน
tree-T.gif ที่ตั้ง
tree-L.gif สายตรง เลิดสิน
som_themes.gif ตารางตรวจแพทย์
icon_help.gif บทความ/วารสาร
tree-T.gif ร้องเรียน
tree-T.gif ค้นหาบทความ
tree-T.gif บทความทั้งหมด
tree-L.gif ดูหัวข้อบทความ
favoritos.gif News
tree-T.gif ข่าวสาร
tree-T.gif หัวข้อเรื่อง
tree-L.gif เผยแพร่ข่าวสาร
som_downloads.gif Link
tree-L.gif สหกรณ์เลิดสิน
กรมบัญชีกลาง
ราคากลาง การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
งานวิจัย

งานถ่ายทอดเทคโนการแพทย์
โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข: ข่าวสาธารณสุข

ค้นหาในหัวข้อนี้:   
[ กลับไปที่หน้าแรก | กรุณาเลือกหัวข้อใหม่ ]

แพทย์เตือน "กรดทีซีเอ"เสี่ยงหน้าพัง
ข่าวสาธารณสุข
 แพทย์เตือน "กรดทีซีเอ"เสี่ยงหน้าพัง

แพทย์เตือนวัยรุ่นที่ซื้อ "กรดทีซีเอ" ผ่านเว็บไซต์มาใช้เอง เพื่อหวังให้หน้าขาวใสเรียบเนียน เหมือนดาราเกาหลี เสี่ยงเสียโฉมถาวร จากฤทธิ์ของกรดที่มีความเข้มข้นสูง พร้อมแนะนำวิธีการดูแลผิวหน้าด้วยการหมั่นทาครีมบำรุงทุกคืน

นายแพทย์จิโรจ สินธวานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เปิดเผยว่า ปัจจุบันวัยรุ่นหนุ่มสาวไทย นิยมใช้กรดทีซีเอ มาใช้ลอกผิวหน้า หรือ ลบรอยหลุมสิว เพื่อให้หน้ามีผิวขาวใสเรียบเนียนไร้สิวฝ้าตามกระแสนิยมเหมือนดาราเกาหลี

ซึ่งที่ผ่านมามีวัยรุ่นหลายรายที่ซื้อครีมทาหน้าที่มีส่วนผสมของกรดทีซีเอจากอินเทอร์เน็ต อ้างสรรพคุณทำให้หน้าขาวใสรอยหลุมสิวได้เพียง 1 สัปดาห์ เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ผิวหนังที่ใบหน้าบวม แดง มีน้ำเหลือง และกลายเป็นรอยไหม้ดำทั่วใบหน้า อาจไม่สามารถรักษาให้กลับมาเหมือนเดิมได้อีก

ทั้งนี้กรดทีซีเอ มีลักษณะเป็นของเหลวใส มีความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ 10 - 100 % เป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่ากรดเอเอชเอ (AHA)ที่ใช้ทำเป็นครีมหน้าขาวใส และสำนักงานคณะกรรมการอาหาหารและยาหรือ อย. ไม่อนุญาตให้นำกรดทีซีเอมาผสมเป็นครีมทาหน้าขาวใส

ซึ่งปัจจุบันกรดชนิดนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังนำใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็น หูด สิว ฝ้า กระ ริ้วรอย จุดด่างดำ ไฝ และติ่งเนื้อเล็กๆ ที่ขึ้นตามลำคอ เท่านั้น

ทั้งนี้ได้แนะนำให้วัยรุ่น อย่าซื้อกรดชนิดนี้ผ่านอินเทอร์เน็ตมาใช้ เพราะอาจทำให้หน้าเสียโฉมได้ หากมีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณหรือใบหน้าขอให้ไปรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแต่หากต้องการใช้ครีมทาหน้าขาวใส ควรเลือกใช้ครีมที่มีส่วนประกอบของเอเอชเอ ซึ่งเป็นกรดจากผลไม้ ที่ผสมในครีมต้องไม่เกิน 4 เปอร์เซ็นต์



ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 12 มี.ค. 13@ 10:29:03 ICT (3024 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 5)

จักษุแพทย์ เผยผู้ป่วยต้อหินเสี่ยงตาบอดหารักษาไม่ทัน แนะตรวจตาทุกปี
ข่าวสาธารณสุข
จักษุแพทย์ เผยผู้ป่วยต้อหินเสี่ยงตาบอดหารักษาไม่ทัน แนะตรวจตาทุกปี

จักษุแพทย์ เตือนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจวัดสุขภาพตาปีละครั้ง หลังพบผู้ป่วยโรคต้อหินกว่า 2.8 ล้านคน ป่วยเป็นต้อหินโดยไม่รู้ตัว และหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที เสี่ยงตาบอด

พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. เปิดกิจกรรมรวมพลัง ระวังต้อหิน เนื่องในสัปดาห์วันต้อหินโลก ที่สโมสรพลเมืองอาวุโสแห่งเมืองกรุงเทพ สวนลุมพินี โดยกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ ชมรมต้อหินแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน และรณรงค์ให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการตรวจวัดสุขภาพตาตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนดูแลรักษาดวงตาอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะโรคต้อหิน ซึ่งพบผู้ป่วยเป็นอันดับ 2 ของโรคที่เกี่ยวกับดวงตา

ด้าน นพ.บุญส่ง วนิชเวชารุ่งเรือง ประธานชมรมต้อหินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคต้อหิน เป็นภัยเงียบ เพราะไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจะค่อยๆ สูญเสียการมองเห็น และตาบอดได้ ในกลุ่มเสี่ยงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และคนในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคต้อหิน

ทั้งนี้ สถานการณ์การเกิดโรคต้อหินทั่วโลก พบผู้ป่วยจำนวน 60-70 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 10 มีภาวะตาบอดสนิท ขณะที่ประเทศไทย พบผู้ป่วยกว่า 2.8 ล้านคน โดยร้อยละ 80-90 ยังไม่รู้ตัวว่าป่วยด้วยโรคต้อหิน

โดยกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ ชมรมต้อหินแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกัน และรณรงค์ให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการตรวจวัดสุขภาพตาตั้งแต่เนิ่นๆ อย่างน้อยปีละครั้ง



ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 12 มี.ค. 13@ 10:27:47 ICT (3780 ครั้ง)
(มีต่อ... | 1 ข้อคิดเห็น | จำนวน: 5)

บอร์ดสปสช.ตั้งอนุกรรมการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ พบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น3
ข่าวสาธารณสุข
บอร์ดสปสช.ตั้งอนุกรรมการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ พบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น30%

มติบอร์ดสปสช.เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจัดระบบการดูแลรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ หลังข้อมูลชี้ไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงสุดในอาเซียน และจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวในปี 2564 มีค่าใช้จ่ายดูแลรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น

 นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่อง ข้อเสนอการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่ในภาวะพึ่งพิง

นายแพทย์ประดิษฐ กล่าวว่า ข้อมูลสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2555 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 12.59 ซึ่งมากที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ขณะที่สิงคโปร์ มีสัดส่วนผู้สูงอายุ ร้อยละ 12.25 และเวียดนาม ร้อยละ 8.53    สำหรับในปี 2553 ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ7.5 ล้านคนและในปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 14.5 ล้านคน  ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่จะมีค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น  
ทั้งนี้ จากข้อมูลบัญชีรายจ่ายสุขภาพของประเทศไทย ปี 2555 พบว่ามีค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ ประมาณการณ์ 4.3 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุมีจำนวน 1.4 แสนล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ และในอนาคตจะมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้นด้วย   ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขและ สปสช.ได้เร่งปรับกระบวนการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานทั้งระบบบริหารและระบบบริการรักษาพยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุ
 รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งดูแลประชากรกว่า 48 ล้านคน ก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรองรับตรงนี้ และเพื่อให้การดำเนินงานมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง เพื่อทำหน้าที่ ประสานและสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง วิเคราะห์สถานการณ์ และพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงทั้งในเชิงสุขภาพและสังคม และนำเสนอคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อพิจารณาจัดทำแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง เพื่อให้เกิดระบบได้จริงภายในระยะเวลาที่เหมาะสม และกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่กำหนด
โดย คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง มีนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติด้านผู้สูงอายุ เป็นประธาน จากการที่บอร์ดสปสช.ศึกษาดูงานระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายกับผู้บริหารและนักวิชาการด้านหลักประกันสุขภาพของประเทศญี่ปุ่นในประเด็นการบริหาระบบการเงินการคลัง และการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ รวมทั้งพิจารณาความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ

ซึ่งข้อสรุปที่ได้นั้นนำมาปรับใช้ในประเทศไทยเพื่อเตรียมพร้อมการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุที่ต้องการการพึ่งพา ทั้งระบบการดูแล ชุดบริการ บุคลากรและการเงิน โดยกระทรวงสาธารณสุขและJICA ได้มีการทดลองนำร่องไว้แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาต่อเนื่องเฟสที่ 2 และการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการการเงิน การคลังของระบบประกันฯ เพื่อให้หน่วยบริการและผู้ให้บริการมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ท้องถิ่นมีส่วนร่วม ประชาชนเป็นเจ้าของระบบและได้รับบริการที่มีคุณภาพด้วย



ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 12 มี.ค. 13@ 10:26:51 ICT (2167 ครั้ง)
(มีต่อ... | 1 ข้อคิดเห็น | จำนวน: 0)

สิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยา กระทบการผูกขาดสิทธิบัตรยา
ข่าวสาธารณสุข
สิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยา กระทบการผูกขาดสิทธิบัตรยา

นักวิจัยด้านระบบยา เสนอภาครัฐ เร่งออกประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ใช้คู่มือตรวจสอบสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยา เพื่อเเก้ปัญหาการกีดกันการเข้าถึงยา จากการขอจดสิทธิบัตรในลักษณะเเบบไม่มีที่สิ้นสุด หลังพบบริษัทยาข้ามชาติขอจดสิทธิบัตรในลักษณะดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน

เครือข่ายนักวิจัยด้านระบบยาเเละระบบสาธารณสุข กล่าวระหว่างการประชุมนำเสนอผลวิจัย"สิทธิบัตรยาที่มีลักษณะ ไม่มีวันสิ้นสุดในประเทศไทย" หรือ Evergreening ว่า ข้อกังวลต่อปัญหาสิทธิบัตรยาของไทย ที่ยังขาดประสิทธิภาพ อาจส่งผลต่อภาระงบประมาณเเละเป็นข้อจำกัดทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงยา ซึ่งจากการวิจัยพบว่า การขอลักษณะเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการบริโภคยา เเละตลาดยาของประเทศ

ก่อนหน้านี้ทีมวิจัยได้นำรายการยาจำนวน 59 รายการ ที่มียอดการใช้สูงสุด นำมาวิเคราะห์ผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านยาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคำขอรับสิทธิบัตรเเบบ Evergreening ที่ส่งผลให้มีการผูกขาดตลาด ตั้งเเต่ปี 2539-2571 คิดเป็นมูลค่าสะสมประมาณ 8,477 ล้านบาท เเละหากพิจารณาเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้น ตั้งเเต่ปี 2539-2553 จะพบว่า ประเทศไทยเสียโอกาสในการประหยัดงบประมาณไปเเล้ว 1,177 ล้านบาท และผลการวิจัย พบว่า การขอจดสิทธิบัตรในลักษณะดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของนักวิจัยไทย ในการพัฒนาตัวยาใหม่ๆ เเละยังกีดกันยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาด ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงยา

ทั้งนี้กลยุทธ์ดังกล่าว ถูกใช้อย่างมากในประเทศที่ระบบสิทธิบัตรยาไม่มีคุณภาพ ซึ่งในปี 2550 องค์การอนามัยโลก ได้จัดทำเกณฑ์การตรวจสอบสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ยา สำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตร เพื่อเป็นเเนวทางในการปฏิบัติ และพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ยานั้น ควรได้รับสิทธิบัตรหรือไม่ ปัจจุบันมีผู้ขอรับสิทธิบัตรเเบบ Evergreening เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 84 จากจำนวน 2,188 คำขอ เพราะหวังที่จะได้รับการคุ้มครองต่อเนื่องอย่างน้อย 20 ปี เเละมีเเนวโน้มที่อาจได้รับการคุ้มครองมากกว่านั้น



ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 26 ก.พ. 13@ 15:20:26 ICT (2050 ครั้ง)
(มีต่อ... | 1 ข้อคิดเห็น | จำนวน: 0)

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร้องห้างค้าปลีกรายใหญ่รับผิดชอบกรณีพบสารปนเปื้อนในอาหาร
ข่าวสาธารณสุข
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ร้องห้างค้าปลีกรายใหญ่รับผิดชอบกรณีพบสารปนเปื้อนในอาหาร

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เรียกร้องห้างค้าปลีกรายใหญ่ แสดงความรับผิดชอบ หลังผลการตรวจสอบยืนยันชัดเจนว่า ขนมที่ผลิตและวางจำหน่าย มีปริมาณวัตถุกันเสียเกินกว่าค่ามาตรฐาน ทั้งที่แจ้งในฉลากผลิตภัณฑ์ว่าไม่ใช้วัตถุกันเสีย

กรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ตรวจพบวัตถุกันเสีย 3 ชนิด คือ กรดเบนโซอิค , กรดซอร์บิค และกรดโปรปิโอนิค เกินกว่าค่ามาตรฐานในผลิตภัณฑ์ขนมอบคือ ขนมปังถั่วแดง และขนมปังแซนวิช ที่ห้างค้าปลีกรายใหญ่เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ต่อมาห้างค้าปลีกดังกล่าวทำหนังสือชี้แจงมายังมูลนิธิฯ โดยยืนยันว่า ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขทุกขั้นตอน และได้งดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว

นายพชร แกล้วกล้า ผู้ประสานงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งกลไกคุ้มครองผู้บริโภคความปลอดภัยด้านอาหารภาคประชาชน ระบุว่า การระบุที่ผลิตภัณฑ์ว่า "ไม่ใช้วัตถุกันเสีย" แต่กลับตรวจพบค่าวัตถุกันเสียเกินกว่า 1,600 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทั้งที่ค่ามาตรฐานรวมต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเข้าข่ายอาหารปลอมไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้างในฉลาก จึงเรียกร้องให้ผู้ผลิตแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และงดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทันที



ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 26 ก.พ. 13@ 15:19:06 ICT (2110 ครั้ง)
(มีต่อ... | 1 ข้อคิดเห็น | จำนวน: 0)

สธ.เตรียมประกาศขายภาพ-คำเตือนบนซองบุหรี่ หวังช่วยลดจำนวนคนสูบบุหรี่
ข่าวสาธารณสุข
สธ.เตรียมประกาศขายภาพ-คำเตือนบนซองบุหรี่ หวังช่วยลดจำนวนคนสูบบุหรี่

นายแพทย์ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขแสดงรูปภาพ ข้อความ คำเตือนเกี่ยวกับพิษภัย และช่องทางติดต่อ เพื่อการเลิกยาสูบในฉลากบุหรี่ซิกาแรต ปี 2556

ทั้งนี้ ร่างประกาศดังกล่าวได้จัดทำเสร็จแล้ว และส่งให้ฝ่ายกฎหมายทบทวนเนื้ออีกครั้ง คาดว่าภายใน 15 วัน จะลงนามประกาศได้ทันที และให้มีผลบังคับใช้ก่อนวันสงกรานต์ปีนี้ โดยสาระสำคัญอยู่ที่การขยายภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ จากร้อยละ 55 เป็นร้อยละ 85

สำหรับประเทศไทยมีอัตราการสูบบุหรี่สูงถึงร้อยละ 46.5 มีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่กว่า 5 หมื่นคน ซึ่งการเพิ่มรูปภาพคำเตือนบนซองบุหรี่ เป็นวิธีที่องค์การอนามัยโลกยืนยันว่า ช่วยลดแรงจูงใจในการทดลองสูบบุหรี่ได้



ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 26 ก.พ. 13@ 15:16:27 ICT (609 ครั้ง)
(มีต่อ... | 1 ข้อคิดเห็น | จำนวน: 0)

ข้อมูลสุขภาพชี้ คนไทย บริโภคผัก-ผลไม้น้อยลง
ข่าวสาธารณสุข
ข้อมูลสุขภาพชี้ "คนไทย" บริโภคผัก-ผลไม้น้อยลง

ข้อมูลรายงานสุขภาพประชาชนไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระบุ สถานการณ์การบริโภคผักและผลไม้ของคนไทยเข้าเกณฑ์มาตรฐานไม่ถึง 1 ใน 5 ซ้ำยังพบสารพิษตกค้างอีกกว่าครึ่ง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรค

นิทรรศการอาหาร "เส้นทางกินพอดี สู่ชีวีมีสุข" จัดขึ้นโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และภาคีเครือข่ายด้านอาหาร รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารในแต่ละมื้ออย่างปลอดภัยตามหลัก 4 เลือก คือ เลือกอาหารเหมาะสมกับปริมาณที่ควรบริโภคในแต่ละวัน เลือกอาหารจากแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือ เลือกอาหารสะอาดและปลอดภัย และเลือกอาหารที่มีผลดีต่อสุขภาพ

ทันตแพทย์กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการสสส. กล่าวว่า ข้อมูลรายงานสุขภาพประชาชนไทยปี 2551-2552 พบสถานการณ์การบริโภคผักและผลไม้คนไทยอยู่ในเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วง โดยรับประทานผักและผลไม้เพียงพอไม่ถึงครึ่ง หรือเพียงร้อยละ 17.7 และในจำนวนผู้บริโภค เข้าไม่ถึงผักผลไม้ที่ปลอดภัย เนื่องจากพบสารตกค้างตามท้องตลาดถึงร้อยละ 40 ส่งผลให้แต่ละปีมีคนไทยมากกว่า 400,000 คน เสียชีวิตด้วยโรคที่มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภค

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับโรงพยาบาลในสังกัด ดำเนินนโยบายอาหารปลอดภัยภายในโรงพยาบาล เพื่อเป็นต้นแบบ และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแนวทางขับเครื่อนคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารตั้งแต่ระดับผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค



ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 26 ก.พ. 13@ 15:03:43 ICT (655 ครั้ง)
(แสดงความเห็น? | จำนวน: 0)

กลุ่มศัลยแพทย์ จับมือผลักดันไทยสู่ ศูนย์กลางศัลยกรรมเอเชีย
ข่าวสาธารณสุข
กลุ่มศัลยแพทย์ จับมือผลักดันไทยสู่ "ศูนย์กลางศัลยกรรมเอเชีย"

แพทย์ไทยประกาศความพร้อม หลังประชุมวิชาการเชิงปฎิบัติการให้กับแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งความงาม ตั้งเป้าโชว์ฝีมือศัลยแพทย์ไทยเหนือชั้น คาดการณ์ตลาดศัลยกรรมยังขยายตัวต่อเนื่อง

 นายแพทย์สัมพันธ์ คมฤทธิ์  เลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 เชื่อว่าจะช่วยทำให้ตลาดธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงามขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้คนไข้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในไทยจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง ในอาเซียนอย่างสิงค์โปร์ โดยไทยมีคนไข้ชาวต่างชาติต่อปี ประมาณ 1.4 ล้านคน ส่วนสิงค์โปร์ มีประมาณ 600,000 คน การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเอื้อให้ประเทศไทยมีตลาดที่ใหญ่ขึ้นในอาเซียน ด้วยการเดินทางที่สะดวกขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันมักใช้บริการอยู่ในมาเลเซียและสิงค์โปร์

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาคมเสริมความงามนานาชาติ ระบุว่าปริมาณการทำศัลยกรรมทั้งประเภทที่ต้องผ่าตัดและไม่ผ่าตัดนั้นในกลุ่มภูมิภาคเอเชียพบว่า จีนมีสัดส่วนการทำศัลยกรรมสูงสุด ตามด้วยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน โดยไทยเป็นชาติเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ติดผลการจัดอันดับครั้งนี้ 
คาดการณ์ว่าในปี 2556 จะขยายตัวต่อเนื่องโดยได้รับปัจจัยหนุนจากการทำศัลยกรรมในเอเชียที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว ภายหลังความต้องการทำศัลยกรรมตาสองชั้นและเสริมจมูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าจับตาคือ ตลาดอาเซียนกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา , ลาว  พม่า , เวียดนาม ที่หลั่งไหลเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์และความงามในไทย 
ด้วยจุดแข็งของบริการทางการแพทย์ในประเทศไทยที่มีชื่อเสียงด้านการทำศัลยกรรมตกแต่ง ประกอบกับศักยภาพด้านท่องเที่ยวและบริการที่ยอดเยี่ยมของประเทศไทย ทำให้ผู้ที่เดินทางมารักษาตัวที่ไทยสามารถเดินทางท่องเที่ยวในราคาที่สมเหตุสมผล สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้กับประเทศไทย ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องตระหนักถึงความสำคัญและวางนโยบายเร่งด่วนเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจศัลยกรรมความงามที่มีช่องทางเติบโตสูง ด้วยการสนับสนุนธุรกิจสุขภาพและ ความงามในรูปแบบของทัวร์ศัลยกรรมทั้งระบบและร่วมผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง Surgical hub of Asia” 
นายแพทย์สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า วันที่ 2 มีนาคมนี้ แพทยสภา ร่วมกับ สมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย และราชวิทยาลัย โสต ศอ นาสิกแพทย์ประเทศไทยจัดการประชุมวิชาการเชิงปฎิบัติการ  Masterclass Project : Rhinoplasty ขึ้นโดยเน้นเรื่องการให้ความรู้เกี่ยวกับศัลยกรรมเสริมจมูก โดยงานจะจัดขึ้นที่ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร  และในวันที่ 3  มีนาคม 2556  เป็นการจัดเวิร์คช้อปในรูปแบบ  live Surgery  ครั้งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยจัดขึ้นที่ โรงพยาบาลไทยจักษุ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาวงการแพทย์ไทยและประกาศ    ความพร้อมในการก้าวสู่ Surgical hub of Asia
นายแพทย์ชลธิศ  สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกระแสความงามด้วยการศัลยกรรมตกแต่งว่า ทิศทางความงามแบบเกาหลียังคงอยู่ในกระแสของคนไทย ยิ่งปัจจุบันคลินิกความงามหลายแห่งชูจุดเด่นเฉพาะทางด้วยการผันตัวเองเป็นตัวแทนโรงพยาบาลเกาหลีเพื่อส่งลูกค้าไปทำศัลยกรรม จากกระแสวัฒนธรรมเกาหลีที่แทรกซึมเข้ามาผ่านทางสื่อบันเทิง การท่องเที่ยว สินค้าและแฟชั่น จนกลายเป็นกระแสเกาหลีฟีเวอร์ไปทั่วภูมิภาค กระแสนี้จะคงอยู่ในแวดวงศัลยกรรมตกแต่งนานแค่ไหน ขึ้นกับการสนับสนุนของภาครัฐเช่นกัน ด้วยไทยมีศักยภาพความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีประสบการณ์ เครื่องมือที่ทันสมัย และค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับคุณภาพมาตรฐานในการรักษาที่ผู้ป่วยจะได้รับ  
นพ.ชลธิศ กล่าวด้วยว่า แต่จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภครู้ว่าประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมในการก้าวสู่ผู้นำด้านศัลยกรรมตกแต่งในภูมิภาคเอเชีย จึงเกิดการรวมตัวกันของกลุ่มแพทย์คนไทยที่มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญการด้านศัลยกรรมความงามระดับ Master กว่า 30 ท่าน ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการเชิงปฎิบัติการขึ้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเซียที่สามารถระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมได้มากที่สุด โดยทุกท่านเป็นแพทย์ไทยที่มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 20 – 30 ปี ทั้งนี้เพื่อร่วมกันประกาศศักยภาพความพร้อมของไทยในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางศัลยกรรมที่ดีที่สุดในโลก 
  
สำหรับการจัดประชุมวิชาการเชิงปฎิบัติการครั้งนี้ จะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่านให้กับแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งรุ่นใหม่กว่า 200 คน ซึ่งเป็นอนาคตของวงการศัลยกรรมตกแต่งของประเทศไทย พร้อมฝึกปฎิบัติจริงจากห้องผ่าตัด ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพแพทย์ไทยรุ่นใหม่ ให้มีทักษะฝีมือด้านการทำศัลยกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมผลักดันให้ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น Surgical  hub ของภูมิภาคเพื่อนำรายได้เข้าประเทศ


ผู้บันทึก admin เมื่อ อังคาร 26 ก.พ. 13@ 15:01:07 ICT (726 ครั้ง)
(มีต่อ... | 1 ข้อคิดเห็น | จำนวน: 0)

วิทยา ออก ประกาศฯ คุมสถานที่ผลิตอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่ายต้องผ
ข่าวสาธารณสุข

        นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งตรวจสอบควบคุมอาหารไทยทั้งหมดให้เข้าสู่ระบบความปลอดภัย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งยกระดับความปลอดภัยอาหารไทย เพื่อให้ครัวไทยเป็นครัวของโลก และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทยในปี พ.ศ.2558 โดยกระทรวงสาธารณสุขมีแผนที่จะส่งเสริมผลิตภัณฑ์อาหารพื้นบ้านที่เป็นอาหารยอดนิยมของท้องถิ่นให้ได้รับเลขสารบบอาหาร (เลข อย.) ซึ่งจะดำเนินการทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อเชิดชูอาหารไทยและขนมไทยให้เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวที่จะซื้อฝากเป็นของที่ระลึก และเพื่อเป็นการสืบสานและอนุรักษ์อาหารไทยให้สืบทอดต่อไป ไม่ลืมหายไปตามกาลเวลา โดยจะต่อยอดนำอาหารพื้นบ้านไทยออกสู่สายตาชาวต่างชาติ

        นายวิทยากล่าวว่าในส่วนของอาหารทั่วไปทั้งของฝาก อาหารพื้นบ้าน และสินค้าอาหารหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรืออาหารโอทอป(OTOP)ซึ่งเป็นอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่ายซึ่งมีจำหน่ายแพร่หลายในทุกจังหวัด ควรมีการยกระดับมาตรฐานการผลิตอาหาร กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายสนับสนุนให้อาหารกลุ่มนี้ เข้าสู่ระบบความปลอดภัยด้วยตามมาตรฐานจีเอ็มพีขั้นพื้นฐาน (Primary GMP)โดยได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ และลงนามเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ดังนี้ 1.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ 342) พ.ศ.2555 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และเก็บรักษาอาหารแปรรูปในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่าย ลงวันที่ 17 เมษายน 2555 กำหนดให้อาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายต้องปฏิบัติตาม จีเอ็มพีขั้นพื้นฐาน(Primary GMP)ได้แก่อาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคทันที และอาหารทั่วไปซึ่งเป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น ตัดแต่งในลักษณะที่นำไปปรุงหรือบริโภค คั่ว ทำให้แห้ง หมักดอง เป็นต้น

2.ประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ 343) พ.ศ. 2555 เรื่องฉลาก (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 17 เมษายน 2555 เพื่อรองรับให้อาหารทั่วไปซึ่งเป็นอาหารแปรรูปที่เป็นสินค้าพื้นบ้านหรือสินค้าโอทอป ที่ผ่านการตรวจประเมินสถานที่ผลิตตามเกณฑ์จีเอ็มพีขั้นพื้นฐานแล้ว สามารถขอรับเลขสารบบอาหารได้ (เลขอย.) ขณะนี้ประกาศทั้ง 2 ฉบับอยู่ระหว่างการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ผู้ผลิตหรือนำเข้าอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่ายรายเก่าต้องปฏิบัติให้ได้ตามข้อกำหนดภายใน 3 ปี ส่วนผู้ผลิตรายใหม่ต้องปฏิบัติตามทันทีหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 180 วัน และได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแจ้งไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อแจ้งให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าประเภทที่อยู่ในข่ายของประกาศฯดังกล่าว ให้ปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ทางด้านนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า เกณฑ์มาตรฐานสถานที่ผลิต ประกอบด้วย 6 เรื่อง ได้แก่ 1.สถานที่ตั้งและอาคารผลิต ต้องสะอาด เป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกับที่อยู่อาศัย2.เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ต้องทำความสะอาดได้ง่ายและทั่วถึง มีมาตรการป้องกันสัตว์แมลงสัมผัสอาหาร 3.การควบคุมกระบวนการผลิต ต้องมีการคัดเลือกวัตถุดิบและส่วนผสมในการผลิต ที่สะอาด มีคุณภาพดี หากใช้วัตถุเจือปนอาหารต้องเป็นชนิดที่อนุญาตให้ใช้และใช้ในปริมาณที่กฎหมายกำหนด 4.การสุขาภิบาล น้ำที่ใช้ในการผลิตสะอาด มีระบบกำจัดขยะ ห้องสุขา อ่างล้างมือถูกสุขลักษณะและเพียงพอ มีระบบระบายน้ำทิ้ง 5.อาคารสถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ในการผลิต ได้รับการทำความสะอาดถูกสุขลักษณะและสม่ำเสมอ 6.ผู้ผลิต ไม่เป็นโรคติดต่อหรือโรคน่ารังเกียจตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2522)



ที่มา : http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=46803



ผู้บันทึก admin เมื่อ พฤหัสบดี 10 พ.ค. 12@ 10:41:56 ICT (1112 ครั้ง)
(มีต่อ... | 4 ข้อคิดเห็นต่างๆ | จำนวน: 0)

จัดโครงการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับ-ท่อน้ำดีฟรี 224 ราย เทิดพระเกียรติในหลวง-ร
ข่าวสาธารณสุข

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น รพ.จุฬาภรณ์ รพ.รามาธิบดี รพ.ศิริราช และรพ.มหาราชนครเชียงใหม่ จัดโครงการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดีฟรี เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตั้งเป้า 224 ราย เริ่ม 12 สิงหาคม 2555 -31 กรกฎาคม 2556 เผยขณะนี้คนไทยป่วยจากโรคมะเร็งชนิดนี้เพิ่มขึ้นวันละ 30 ราย ผู้ชายป่วยเพิ่มขึ้น 1 คนทุก 1 ชั่วโมง ส่วนหญิงป่วยเพิ่มขึ้น 1 คนทุก 3 ชั่วโมง


                    นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสกลนครเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี ว่า โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลล่าสุดในปี 2553 มีผู้เสียชีวิต 58,076 ราย อันดับ 1 คือมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี 14,008 ราย ในจำนวนนี้ร้อยละ 54 หรือ 7,513 รายอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยไทยมีอัตราตายจากมะเร็งตับสูงที่สุดในโลก ในผู้ชายพบสูงถึง 36.9 คนต่อประชากร 100,000 คน ส่วนผู้หญิง 15.2 คน ต่อประชากร 100,000 คน โดยจังหวัดสกลนครมีอัตราตายจากมะเร็งชนิดนี้สูงที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบ 55 คนต่อประชากร 100,000 คน สำหรับการป่วยจากมะเร็งตับพบว่ามีชายไทยป่วย 1 คนทุก 1 ชั่วโมง ส่วนผู้หญิงป่วย 1 คนทุก 3 ชั่วโมง เฉลี่ยพบผู้ป่วยวันละกว่า 30 คนทั่วประเทศ


                    นายแพทย์สุรวิทย์กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำโครงการประชาร่วมใจ สร้างสุขอนามัยห่างไกลมะเร็งท่อน้ำดีในตับร้าย เทิดไท้องค์ราชัน-มหาราชินี-พระบรมฯ โดยการค้นหาผู้ป่วยมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดีระยะเริ่มต้น มารับการผ่าตัดรักษาฟรี เพื่อเทิดพระเกียรติเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ 80 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ60 พรรษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2555 – 31 กรกฎาคม 2556 รวมจำนวน 224 ราย ผ่าตัดในโรงพยาบาล 15 แห่ง ประกอบด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 แห่ง ได้แก่ รพ.ศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รพ.ขอนแก่น รพ.อุดรธานี รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี รพ.มหาราชนครราชสีมา รพ.สกลนคร รพ.ร้อยเอ็ด และรพ.สุรินทร์ ภาคกลาง 5 แห่ง ได้แก่ รพ.ราชวิถี รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.รามาธิบดี รพ.ศิริราช และรพ.จุฬาภรณ์ กทม. ภาคเหนือที่ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ และภาคใต้ที่รพ.หาดใหญ่ ซึ่งการรักษาตั้งแต่เซลล์มะเร็งยังไม่ลุกลาม จะหายขาด มีโอกาสรอดชีวิตสูง


                  นายแพทย์สุรวิทย์กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้เร่งอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านหรืออสม.ให้มีความรู้เรื่องการป้องกันโรคมะเร็งตับ เพื่อให้ความรู้ประชาชน และค้นหาผู้ป่วยจากการตรวจคัดกรองประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เป็นชาวอีสานแต่กำเนิด กลุ่มที่ตรวจพบไข่พยาธิใบไม้ตับในอุจจาระ กลุ่มที่มีถิ่นฐานบ้านเรือนใกล้ริมแม่น้ำ ลำคลอง ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีประวัติมีญาติพี่น้องเป็นมะเร็งตับ หากพบว่ามีความเสี่ยงจะส่งตัวไปตรวจอัลตราซาวนด์และตรวจทางห้องปฏิบัติการที่โรงพยาบาลชุมชน เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคโดยเร็ว และส่งต่อไปผ่าตัดรักษาได้ทันเวลา ขณะเดียวกัน จะรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนในการป้องกันโรคมะเร็ง 2 ชนิดนี้ โดยเฉพาะใน 20 จังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เน้นกินอาหารที่ปรุงสุกสะอาด ไม่กินปลาน้ำจืดที่มีเกล็ดดิบๆ ปลาร้าดิบ ซึ่งจะมีพยาธิใบไม้ตับ สาเหตุหลักที่ทำให้เป็นมะเร็งตับและท่อน้ำดีตามมา


ที่มา :http://www.moph.go.th/ops/iprg/include/admin_hotnew/show_hotnew.php?idHot_new=46766




ผู้บันทึก admin เมื่อ พฤหัสบดี 10 พ.ค. 12@ 10:40:10 ICT (1747 ครั้ง)
(มีต่อ... | 5 ข้อคิดเห็นต่างๆ | จำนวน: 0)

13 เรื่อง (2 หน้า, 10 เรื่องต่อหน้า)
[ 1 | 2 ]
ขั้นต้อนการเข้ารับบริการ
กลุ่มงาน
กลุ่มงานเภสัช
คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย
manual
ระยะเวลารอ ยา แต่ละช่วงเวลา
 
Time
บริการเลิดสิน
ประกาศราชกิจจานุเบกษา
โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 190 ถนนสีลม แขวงศรีเวียง เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 โทรศัพท์ 0 2353 9800 (ระบบอัตโนมัติ)0 2353 9801 ผ่านพนักงานศูนย์โทรศัพท์ โทรสาร 0-2353-9621 อีเมล์ : lerdsin_hospital@hotmail.com facebook : www.facebook.com/lerdsin.hosp